News

คราบน้ำตาบนพื้นกระเบื้อง: เมื่อผมกลับบ้านมาพบแม่บังเกิดเกล้าเป็นทาสรับใช้พี่ชายจอมเนรคุณ…

สู่การเปิดโปงความจริงที่จะบดขยี้คนจองหองให้ไม่เหลือซาก!

เจ็ดปีเต็ม… นั่นคือระยะเวลาที่ผมจากบ้านเกิดไปดิ้นรนสร้างเนื้อสร้างตัวในต่างประเทศ จากเด็กหนุ่มที่ไม่มีอะไรติดตัว นอกจากคำสัญญาที่ให้ไว้กับ ‘แม่’ ว่าจะสร้างชีวิตที่ดีที่สุดให้ท่าน ผมฝ่าฟันความยากลำบากจนก้าวขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทการลงทุนระดับนานาชาติ ผมส่งเงินหลายสิบล้านบาทกลับมาเพื่อซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่หรูหราให้แม่ได้อยู่อย่างสุขสบายในบั้นปลายชีวิต ผมตั้งใจจะกลับมาเซอร์ไพรส์ท่านโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หวังจะได้เห็นรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดบนใบหน้าของผู้หญิงที่ผมรักสุดหัวใจ

แต่ทว่า ทันทีที่ผมก้าวเท้าผ่านประตูรั้วเหล็กดัดอิตาลีเข้ามาในบริเวณคฤหาสน์ที่ผมเป็นคนจ่ายเงินซื้อ รอยยิ้มของผมก็ถูกแช่แข็ง และแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวที่ลุกโชนดั่งไฟนรก

ผ่านบานกระจกใสของห้องนั่งเล่นโอ่อ่า ผมไม่ได้เห็นแม่นั่งจิบชาหรือดูทีวีอย่างที่ควรจะเป็น แต่ผมเห็นหญิงชราร่างผอมโซ ผมหงอกขาว สวมเสื้อยืดเก่าๆ ขาดวิ่น กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นกระเบื้องหินอ่อน เธอถือแปรงขัดพื้นและกำลังออกแรงขัดคราบสกปรกอย่างเอาเป็นเอาตาย เหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผากที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น… นั่นคือแม่ของผม

และสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของผมเดือดพล่านจนแทบระเบิด คือภาพของ ‘กริช’ พี่ชายแท้ๆ ของผม และ ‘รตี’ พี่สะใภ้ พวกเขากำลังนั่งเอนหลังอย่างสบายอารมณ์อยู่บนโซฟาหนังราคาแพง กริชนั่งเล่นเกมในไอแพดโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองแม่ ส่วนรตีกำลังให้ช่างทำเล็บส่วนตัวทาสีเล็บเท้าให้ พร้อมกับชี้หน้าด่าทอแม่ของผมด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

“ขัดให้มันสะอาดๆ หน่อยสิคะคุณแม่! ตรงนั้นมันยังเป็นคราบเหนียวๆ อยู่เลย เห็นไหมเนี่ย? วันนี้เพื่อนไฮโซของรตีจะมาปาร์ตี้ที่บ้าน ถ้ารตีเสียหน้าเพราะบ้านสกปรก รตีจะตัดเงินค่ากับข้าวเดือนนี้ให้หมดเลย!” รตีตวาดเสียงแหลม

กริชละสายตาจากหน้าจอไอแพด หันมาพูดเสริมด้วยความรำคาญ “ทำๆ ไปเถอะน่าแม่ ถ้าแม่อยู่เฉยๆ ไม่มีประโยชน์ ผมจะส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราจริงๆ นะ ถือว่าบุญหัวแค่ไหนแล้วที่ผมยังให้อาศัยอยู่ในบ้านของผม กินข้าวของผม!”

บ้านของผม… คำคำนี้ดังก้องอยู่ในหัวของผมราวกับเสียงระฆังเตือนภัย

ผมผลักประตูกระจกบานใหญ่เข้าไป เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้น ทำให้ทุกคนในห้องชะงัก แม่เงยหน้าขึ้นมองผม ดวงตาที่ฝ้าฟางของท่านเบิกกว้าง แปรงขัดพื้นร่วงหลุดจากมือที่สั่นเทาและหยาบกร้าน

“ก… กันต์? นั่นลูกใช่ไหม…” เสียงของแม่สั่นเครือและแหบแห้ง ท่านพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ด้วยความชราและอ่อนล้า ท่านจึงเซถลาจนเกือบจะล้ม

ผมรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างที่ผอมบางของแม่ไว้ในอ้อมกอด กลิ่นน้ำยาถูพื้นและเหงื่อไคลบนตัวท่านคือมีดที่กรีดแทงหัวใจผมจนยับเยิน ผมดึงผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมออกจากกระเป๋าสูท เช็ดคราบน้ำตาและเหงื่อบนใบหน้าของท่านอย่างทะนุถนอม “ผมกลับมาแล้วครับแม่… ผมอยู่นี่แล้ว”

กริชโยนไอแพดลงบนโต๊ะกระจก แสยะยิ้มเยาะเย้ยขณะลุกขึ้นยืน “อ้าว… นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้น้องชายตัวดีที่หนีไปตกระกำลำบากอยู่เมืองนอกนี่เอง เป็นไงล่ะ ไปไม่รอดจนต้องซมซานกลับมาขอข้าวข้ากินงั้นสิ? ฟังให้ดีนะกันต์ บ้านหลังนี้เป็นของฉันแล้ว ถ้าแกจะมาขออยู่ด้วย แกต้องจ่ายค่าเช่า หรือไม่ก็ไปนอนห้องคนใช้หลังบ้านคู่กับแม่แกโน่น!”

ผมค่อยๆ ประคองแม่ไปนั่งบนเก้าอี้ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับพี่ชายจอมเนรคุณ นัยน์ตาของผมว่างเปล่าและเย็นเยียบจนกริชเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว

“บ้านของแกงั้นเหรอ กริช?” ผมถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ “เงินสามสิบล้านที่ซื้อคฤหาสน์หลังนี้ เป็นเงินที่ฉันโอนมาจากสิงคโปร์เพื่อซื้อให้แม่ มันกลายเป็นของแกตั้งแต่เมื่อไหร่?”

รตีหัวเราะคิกคัก ดึงมือกลับจากช่างทำเล็บที่ตอนนี้กำลังนั่งตัวสั่น “โอ๊ย คุณน้องขา ไปอยู่ป่าอยู่ดงที่ไหนมาคะเนี่ย? คุณแม่ท่านอายุมากแล้ว เลอะๆ เลือนๆ ท่านก็เลยเซ็นโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินทั้งหมดให้คุณกริชไปตั้งแต่สองปีที่แล้วค่ะ ตอนนี้พวกเราคือเจ้าของบ้านที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนคุณแม่… เราก็แค่อนุเคราะห์ให้อยู่ต่อในฐานะ ‘คนรับใช้’ ก็เท่านั้นเอง”

แม่ร้องไห้โฮ บีบมือผมแน่น “กันต์… แม่ขอโทษลูก ตอนนั้นกริชเอาเอกสารมาให้แม่เซ็น บอกว่าเป็นเอกสารลดหย่อนภาษี แม่ไม่ได้อ่านให้ดี แม่ไม่รู้เลยว่าเขากำลังฮุบบ้านของเราไป… ตั้งแต่วันนั้น เขาก็ยึดห้องนอนใหญ่ของแม่ไป แล้วไล่แม่ไปนอนในห้องเก็บของหลังครัว ให้แม่ทำงานบ้านทุกอย่าง แม่ทรมานเหลือเกินลูก”

ความจริงที่หลุดออกจากปากแม่ ทำให้ผมไม่ต้องตั้งคำถามอะไรอีกต่อไป ผมไม่ได้ตะคอก ไม่ได้พุ่งเข้าไปชกหน้ากริชอย่างที่สัญชาตญาณดิบเรียกร้อง แต่ผมเลือกใช้วิธีที่เจ็บปวดและทำลายล้างได้ลึกซึ้งกว่านั้นร้อยเท่า

ผมล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋าสูท กดโทรออกเพียงหมายเลขเดียว

“ทนายวิธาน… เริ่มแผนการยึดทรัพย์ได้เลย ใช่… เอาเดี๋ยวนี้”

กริชขมวดคิ้ว “แกทำบ้าอะไรของแก! แกคิดจะขู่ฉันเหรอ!”

“แกมันก็แค่อันธพาลกระจอกที่ทะเยอทะยานแต่โง่เขลา กริช” ผมเดินล้วงกระเป๋าก้าวเข้าไปหาเขาช้าๆ “แกคิดจริงๆ เหรอว่า เงินสามสิบล้านที่ฉันส่งมาซื้อบ้าน จะไม่มีการทำนิติกรรมคุ้มครอง? ตอนที่ฉันซื้อบ้านหลังนี้ ฉันจดทะเบียนมันในรูปแบบของ ‘กองทุนทรัสต์ส่วนบุคคล’ (Private Trust) แม่มีชื่อเป็นเพียงผู้อยู่อาศัยที่ได้รับผลประโยชน์ แต่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงคือฉัน! เอกสารโอนที่ดินที่แกหลอกให้แม่เซ็น มันเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น และเข้าข่ายคดีอาญาข้อหาฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสาร!”

ใบหน้าของกริชซีดเผือดลงทันที ความจองหองเมื่อครู่เริ่มสั่นคลอน “ก… แกตอแหล! ฉันเอาโฉนดไปจำนองกู้เงินกับธนาคารมาทำธุรกิจแล้ว ถ้ามันเป็นของแก ทำไมธนาคารถึงปล่อยกู้!”

ผมเหยียดยิ้มเย็นชา “เพราะผู้จัดการสาขาที่แกไปติดสินบนเพื่อให้อนุมัติสินเชื่อเถื่อนนั่น เพิ่งถูกไล่ออกและโดนตำรวจจับเมื่อเช้านี้ไงล่ะ และที่สำคัญไปกว่านั้น… หนี้สินสี่สิบล้านที่แกกู้ไปทำบริษัทนำเข้าส่งออกจอมปลอมนั่น เมื่อสัปดาห์ก่อน บริษัทการลงทุนของฉันเพิ่งกว้านซื้อหนี้เสียทั้งหมดของธนาคารนั้นมาบริหารจัดการเอง”

ผมหยุดยืนประจันหน้ากับเขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

“พูดง่ายๆ ก็คือ… ตอนนี้ฉันคือเจ้าหนี้ของแก กริช และเนื่องจากหลักทรัพย์ค้ำประกันของแกคือโฉนดที่ได้มาจากการฉ้อโกง ฉันจึงมีสิทธิ์สั่งฟ้องล้มละลายและยึดทรัพย์สินทุกอย่างของแกได้ทันที… ซึ่งฉันได้ให้ทนายยื่นเรื่องต่อศาลไปเรียบร้อยแล้ว!”

รตีกรีดร้องลั่น ลุกขึ้นยืนจนทำขวดน้ำยาทาเล็บหกลงบนพรมราคาแพง “ม… ไม่จริง! คุณกริช! นี่มันเรื่องอะไรกันคะ! คุณบอกรตีว่าคุณรวย คุณมีคฤหาสน์ไง!”

“หุบปากไปเลยรตี!” กริชตวาดภรรยาตัวเอง ก่อนจะหันมามองผมด้วยขาทั้งสองข้างที่สั่นเทา เขาพยายามจะปั้นยิ้มจอมปลอม “ก… กันต์ เราเป็นพี่น้องกันนะเว้ย แกจะทำแบบนี้กับพี่ชายสายเลือดเดียวกันได้ยังไง…”

“สายเลือดเหรอ?” ผมกดเสียงต่ำจนน่าขนลุก “วินาทีที่แกปล่อยให้แม่บังเกิดเกล้าคุกเข่าเช็ดพื้นให้เมียแก แกก็ไม่ใช่คนในครอบครัวฉันอีกต่อไปแล้ว!”

เสียงไซเรนของรถตำรวจและรถตู้สีดำสามคันแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูคฤหาสน์ ทนายวิธานพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่บังคับคดีและบอดี้การ์ดร่างยักษ์เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ทนายวิธานยื่นหมายศาลและคำสั่งอายัดทรัพย์สินให้กริชและรตี

“ตามคำสั่งศาล ขอให้พวกคุณย้ายของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ภายใน 30 นาทีครับ ส่วนรถยนต์ เครื่องเพชร และของมีค่าทั้งหมด จะถูกอายัดเพื่อชำระหนี้ หากฝ่าฝืน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการจับกุมในข้อหาบุกรุกและฉ้อโกงครับ” ทนายวิธานประกาศเสียงดังฟังชัด

กริชเข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้นหินอ่อนที่แม่เพิ่งขัดจนเงางาม เขาร้องไห้โฮ พยายามคลานเข้ามากอดขาแม่ “แม่! แม่ช่วยผมด้วย บอกไอ้กันต์สิแม่ ผมลูกแม่นะ! ผมไม่อยากติดคุก ผมไม่อยากล้มละลาย!”

แม่มองภาพลูกชายคนโตด้วยแววตาที่เจ็บปวด แต่คราวนี้… ความเด็ดขาดของผมทำให้ท่านเข้มแข็งขึ้น ท่านเบือนหน้าหนีและไม่ตอบรับคำวิงวอนใดๆ รตีเองก็กำลังถูกบอดี้การ์ดคุมตัวไม่ให้หยิบฉวยกระเป๋าแบรนด์เนมที่ซื้อมาจากเงินกงสีของผมออกไปแม้แต่ใบเดียว

“พาพวกเขาออกไป” ผมสั่งเสียงห้วน

ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ความวุ่นวายก็จบลง กริชและรตีถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ในสภาพที่ไม่มีแม้แต่เงินจะเรียกแท็กซี่ พวกเขาต้องเดินเท้าออกไปจากหมู่บ้านหรูท่ามกลางสายตาสมเพชของเพื่อนบ้าน ความหยิ่งผยองและจองหองถูกบดขยี้จนไม่เหลือซาก

เมื่อความเงียบสงบกลับคืนสู่บ้านหลังนี้อีกครั้ง ผมหันกลับมาหาแม่ คุกเข่าลงตรงหน้าท่าน และสวมกอดท่านไว้อย่างแนบแน่นที่สุด น้ำตาของลูกผู้ชายที่อดกลั้นมานานไหลรินออกมา

“แม่ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้วนะครับ ตั้งแต่วันนี้ไป แม่คือเจ้าหญิงของบ้านหลังนี้ ผมจะดูแลแม่เอง”

แม่ลูบหัวผมพร้อมกับน้ำตาแห่งความตื้นตัน คราบน้ำตาและความทุกข์ทรมานบนพื้นกระเบื้องได้ถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความยุติธรรมและความรักที่ลูกชายคนนี้ได้กลับมาทวงคืน เพื่อทวงบัลลังก์แห่งความสุขให้แม่บังเกิดเกล้า… ไปตลอดกาล

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!